แบตตารี่ บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่าย

Click to rate this post!
[Total: 21 Average: 5]

แบตตารี่ บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายของกิจการตอบ: แบตเตอรี่ ถือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการค่ะ wanwan012 wanwan029

แบตตารี่ บันทึกเป็นทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่าย
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ภ.พ.36 คือ และผู้ใดที่ต้องใช้ ภ.พ.36 บ้าง

Click to rate this post!
[Total: 24 Average: 5]

ภ.พ.36 คือ แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร ใช้เมื่อได้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ฯ

 

ผู้ใดบ้างที่ต้องใช้ ภ.พ.36

แบบ ภ.พ.36 ใช้สำหรับผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีดังต่อไปนี้ ผู้จ่ายเงินที่จ่ายค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการ ให้แก่

– ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร ซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว หรือ

– ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วในอัตราร้อยละ 0 ได้แก่ การรับโอนสินค้าหรือรับโอนสิทธิในบริการ ที่ได้มีการขายหรือให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล

ทั้งนี้เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียน

ยื่น ภ.พ.36 ล่าช้ามีบทลงโทษยังไงบ้าง

ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ยื่นแบบ ภ.พ.36 ตามมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องรับผิดทุกครั้งที่มีการยื่นแบบ ภ.พ.36 เป็นราย ๆ ไป 

กรณีไม่ยื่นแบบฯภายในกำหนดเวลา ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มและมีความรับผิด ดังนี้

1. ค่าปรับอาญา ตามมาตรา 90(5) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท แต่อัตราที่ควรเปรียบเทียบปรับ ถ้ายื่นแบบฯ ภายใน 7 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลา 300 บาท หากยื่นแบบฯ เกิน 7 วัน 500 บาท ตามข้อผ่อนปรนการปรับ

2. เงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ตามมาตรา 89/1 แห่งประมวลรัษฎากร

ทั้งนี้ กรณีไม่ได้ยื่นแบบฯ หรือยื่นแบบฯ นำส่งเมื่อพ้นกำหนดเวลา หรือยื่นแบบฯ ไว้ไม่ถูกต้อง ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับ เสียเฉพาะเงินเพิ่ม ตามข้อ 18 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542ฯ เว้นแต่กรณีรับโอนสินค้าหรือรับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษี ในอัตราร้อยละ 0

ดังนั้น กรณีบริษัทชำระค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร โดยยื่นแบบ ภ.พ.36 นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร เกินกำหนดเวลา จึงต้องรับผิดเสียเฉพาะค่าปรับอาญา เงินภาษี และเงินเพิ่มเท่านั้น

ข้อมูลจาก http://interapp3.rd.go.th

ภ.พ.36 คือ และผู้ใดที่ต้องใช้ ภ.พ.36 บ้าง

ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ( Ordinary partnership ) เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล

Click to rate this post!
[Total: 30 Average: 4.7]

ห้างหุ้นส่วนสามัญ

 ห้างหุ้นส่วน คือ รูปแบบองค์กรธุรกิจที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงดำเนินกิจการ และรับผิดชอบทั้งผลกำไร และขาดทุนร่วมกัน โดยจะแบ่งกำไร และความรับผิดชอบกรณีกิจการขาดทุนตามสัดส่วนที่ตกลงไว้ ซึ่งห้างหุ้นส่วนจัดว่าเป็นรูปแบบองค์กรทางธุรกิจที่นิยมจัดตั้งที่มากสุด ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสามารถจัดตั้งได้ง่ายขั้นตอนการจดทะเบียนไม่ซับซ้อน เหมาะกับกิจการขนาดเล็กจนถึงกลาง ซึ่งในบทความนี้ จะนำเสนอรายละเอียด ความสำคัญและการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถเลือกจัดตั้งรูปแบบองค์กรธุรกิจที่เหมาะสมกับกิจการของตนเอง ดังนี้

ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary Partnership) คือ รูปแบบองค์กรธุรกิจที่หุ้นส่วนทุกคนเป็นหุ้นส่วนชนิดที่ “ไม่จำกัดความรับผิดชอบ “ นั่นหมายถึง กรณีห้างหุ้นส่วนมีหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ หุ้นส่วนทุกคนจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยแบ่งสัดส่วนตามข้อตกลงที่ได้ทำกันไว้ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ ซึ่งองค์กรธุรกิจประเภทนี้สามารถเลือกได้ว่า จะจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือไม่ก็ได้

หากเป็นการประกอบกิจการในรูปหุ้นส่วนโดยไม่จดทะเบียน จะมีสถานะเป็น ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ซึ่งกิจการรูปแบบนี้จะไม่มีตัวตนแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน เช่น กรณีฟ้องร้องคดี จะใช้ชื่อห้างหุ้นส่วนในการฟ้องไม่ได้ ต้องใช้ ชื่อผู้จัดการหุ้นส่วน หรือตัวแทนหุ้นส่วน เป็นผู้ฟ้องคดี

ในขณะเดียวกัน หากประกอบกิจการในรูปของหุ้นส่วนและมีการจดทะเบียน ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะมีสถานะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ “นิติบุคคล” โดยมีผลทางกฏหมายแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน

การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล

เมื่อหุ้นส่วนทุกคนยินยอมและตกลงกันในเรื่องการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนได้แล้ว ให้ดำเนินการจดทะเบียนที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีขั้นตอนปฏิบัติดังนี้

·     ตั้งชื่อและทำการจองชื่อห้างหุ้นส่วนกับระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อไม่ให้มีชื่อซ้ำกับกิจการอื่น พร้อมทั้งจัดทำตราประทับของกิจการ

·     จัดเตรียมคำขอและข้อมูลสำหรับการยื่นจดทะเบียน เช่น วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกิจการ ที่ตั้งสำนักงาน รายการชื่อที่อยุ่หุ้นส่วนทุกคน ชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการพร้อมข้อจำกัดอำนาจ

·     จากนั้นหุ้นส่วนผู้จัดการทำหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียน ที่กรมพัมนาธุรกิจการค้าหรือยื่นทางเว็บไซต์ www.dbd.go.th

เมื่อการดำเนินการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัดเสร็จสิ้น ห้างหุ้นส่วนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่ต้องทำจัดงบการเงินประจำปี ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นความรับผิดชอบหลักสำหรับองค์กรธุรกิจประเภทจดทะเบียน

 ดังนั้น หากกล่าวโดยสรุป องค์กรธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วน มีข้อดีในเรื่องความมั่นคงและน่าเชื่อถือเนื่องจากประกอบกิจการด้วยความสามารถของหุ้นส่วนหลายคน อีกทั้งการจัดตั้งไม่ยุ่งยากและสามารถเลิกกิจได้ง่าย แต่ธุรกิจประเภทนี้มีข้อจำกัดในเรื่องการโอนหุ้นหรือถอนเงินทุนของกิจการ อีกทั้งอายุธุรกิจถูกจำกัดด้วยชีวิตของผู้เป็นหุ้นส่วน และอาจเกิดความขัดแย้งภายในจากประเภทของหุ้นส่วนได้ง่าย

 ดังนั้น ก่อนจัดตั้งองค์กรธุรกิจในรูปแบบห้างหุ้นส่วน ผู้ร่วมลงทุนต้องมีการเจรจาตกลงที่ชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่เริ่มต้นกิจการ เพื่อลดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นและช่วยการบริหารงานเป็นระบบก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ( Ordinary partnership ) เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

รวมสูตร ของ บัญชี ทั้งหมด สำคัญ

Click to rate this post!
[Total: 24 Average: 5]

หากพิจารณาข้อมูลในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นรายงาน งบดุล (Balance Sheet) หรือ งบกำไรขาดทุน (Income statement) จะพบว่าทั้งสองรายงานประกอบด้วยข้อมูลทางบัญชีจำนวนมาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้ใช้ประโยชน์จากงบการเงิน เช่น ผู้ประกอบการ / เจ้าของกิจการ นักลงทุน หรือคู่ค้าทางธุรกิจ ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกข้อมูลที่ปรากฏในรายงานทางบัญชี เนื่องจากมีวิธีการอ่านงบการเงินที่ง่าย โดยการเข้าใจสูตรบัญชีที่สำคัญ

สูตรการบัญชี ที่ใช้บ่อยที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลทางบัญชีไปวิเคราะห์ได้ง่ายยิ่งขึ้น จึง รวมสูดรบัญชี ดังนี้

1. สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนทุนของเจ้ากิจการ

สูตรดังกล่าวนี้เป็นสูตรพื้นฐานที่สำคัญในการอ่านหรือสร้างงบดุล(Balance Sheet) ที่ถูกต้อง โดยใช้เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างทางการเงินของกิจการว่า สินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ เกิดจากเงินทุนของเจ้าของกิจการรวมจากการสร้างหนี้ เช่น การกู้ยืมธนาคาร เป็นจำนวนเท่าใด

ซึ่งหากส่วนทุนของเจ้าของกิจการมีค่าน้อยกว่าหนี้สิน ก็เป็นการบ่งบอกว่ากิจการดังกล่าวมีสภาพคล่องต่ำ โดยเราสามารถหามูลค่าของหนี้สินได้ด้วยการย้ายข้างสมการ เช่น หนี้สิน = สินทรัพย์ – ส่วนทุนของเจ้าของกิจการ เป็นต้น

2. กำไรสุทธิ = รายได้รวม – ค่าใช้จ่ายรวม

สูตรการคำนวณกำไรสุทธิ เป็นสูตรที่ใช้สำหรับงบกำไร/ขาดทุน(Income statement) ซึ่งกำไรสุทธิ สามารถคำนวณได้จากการนำรายได้ รวมทั้งทางตรงและทางอ้อมของกิจการ นำมาหักลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด อันประกอบด้วยต้นทุนของสินค้า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของกิจการทุกประเภท รวมทั้งภาษีจ่าย ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นกำไรสุทธิ

ซึ่งกำไรสุทธิ เป็นตัวเลขบ่งบอกความสามารถในการดำเนินกิจการและการควบคุมค่าใช้จ่าย จนก่อให้เกิดเป็นดอกผลของกิจการที่เกิดขึ้นในรอบปีหรือรอบไตรมาสนั้นๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็น “ขาดทุนสุทธิ” ได้เช่นกัน

3. กำไรสะสมปลายปี = กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย

สูตรคำนวณกำไรสะสมปลายปี เป็นสูตรทางบัญชีเพื่อใช้จัดทำงบกำไรสะสม ซึ่งเป็นงบที่แสดงผลการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มกิจการจนถึงงวดบัญชีปัจจุบัน ว่ากิจการมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นเท่าใด หรือหากขาดทุนสุทธิหรือมีการจ่ายเงินปันผลก็จะทำให้กำไรสะสมปลายปีลดลง

ซึ่งสูตรคำนวณกำไรสะสมปลายปี เกิดจากการนำกำไรสะสมจากปีก่อนหน้ามาบวกกับกำไรสุทธิในรอบบัญชีปัจจุบัน และนำไปหักออกจากเงินปันผลที่จ่ายให้กับนักลงทุน (หากมี) ก็จะได้เป็นกำไรสะสมที่แสดงอยู่ในบรรทัดหนึ่งของส่วนทุนของเจ้ากิจการในบัญชีงบดุล(Balance Sheet)

4. ส่วนทุนของเจ้ากิจการ = ทุนที่ชำระแล้ว + กำไรสะสมปลายปี

ส่วนทุนของเจ้ากิจการ เป็นรายงานข้อมูลทางบัญชีส่วนสุดท้ายของงบดุล(Balance Sheet) ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงของส่วนทุนที่ชำระแล้วของกิจการ(ทั้งเงินทุนของเจ้าของกิจการและมูลค่าหุ้นในรูปแบบต่างๆกรณีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์) และนำมารวมกับกำไรสะสมปลายปีที่ได้จากการคำนวณในข้อ 3 ก็จะได้เป็นส่วนทุนของเจ้าของกิจการ

ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับหนี้สินตามหลักสมการบัญชี : สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนทุนของเจ้ากิจการ ก็สามารถพิจารณาได้ว่าสินทรัพย์ของกิจการที่เกิดขึ้นมาจากส่วนของหนี้สินหรือส่วนทุน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องของกิจการ

5. ค่าเสื่อมราคาแบบตรง = (มูลค่าสินทรัพย์ – ค่าซาก) / จำนวนปีที่ใช้งาน

เมื่อกิจการนำเงินทุนมาลงทุนในรูปของ สินทรัพย์ระยะยาว เช่น เครื่องจักร สินทรัพย์ดังกล่าวจะต้องถูกคิดค่าเสื่อม ตามหลักการทางบัญชีด้วยสมมติฐานที่ว่า สินทรัพย์จะเสื่อมสภาพไปตามระยะเวลามากกว่าการใช้งาน และการเสื่อมสภาพนั้นจะเป็นไปในอัตราที่เท่ากันทุกปี

ดังนั้น วิธีการคิดค่าเสื่อมที่ง่ายที่สุดคือการคิดแบบตรง โดยใช้มูลสินทรัพย์หักออกจากราคาขายเมื่อสิ้นสุดการใช้งาน (ราคาซาก) หารด้วยอายุที่คาดว่าจะใช้งาน ก็จะได้ค่าเสื่อมราคา / ปี นำไปคำนวณเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่แสดงในงบกำไร/ขาดทุน(Income statement)

จากสูตรบัญชีทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าข้อมูลทางบัญชีที่ปรากฏในงบการเงินสามารถอ่าน และนำไปวิเคราะห์ได้ง่ายหากเราทราบถึงลำดับที่มาของตัวเลข ดังนั้นการมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับสูตรบัญชี จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับบุคคลทุกกลุ่มที่ต้องการใช้ประโยชน์จากงบการเงิน

รวมสูตรทางบัญชีอื่น ๆ

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ

หนี้สิน = สินทรัพย์ – ส่วนของเจ้าของ

วัสดุสำนักงานใช้ไป = วัสดุสำนักงานในบัญชีก่อนปรับปรุง – วัสดุสำนักงานคงเหลือปลายงวด

ขายสุทธิ = ขาย – รับคืนสินค้า – ส่วนลดจ่าย

ซื้อสุทธิ = ซื้อ + ค่าขนส่งเข้า – ส่งคืนสินค้า – ส่วนลดรับ

ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด

กำไรขั้นต้น = ขายสุทธิ – ต้นทุนขาย

กำไรสะสมปลายงวด = กำไรสะสมต้นงวด + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย

ส่วนของผู้ถือหุ้น = ทุนหุ้นสามัญ + กำไรสะสมปลายงวด

ค่าใช้จ่ายรวม = รายได้รวม – กำไรสุทธิ

กำไรสุทธิ = รายได้รวม – ค่าใช้จ่ายรวม

สินค้าที่มีเพื่อขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ

กำไรสะสมปลายปี = กำไรสะสมต้นปี + กำไรสุทธิ – เงินปันผลจ่าย

ส่วนของผู้ถือหุ้น = ทุนหุ้นสามัญ + กำไรสะสมปลายปี

ทุนต้นปี = สินทรัพย์ต้นปี – หนี้สินต้นปี

ทุนปลายปี = สินทรัพย์ปลายปี – หนี้สินปลายปี

กำไรสุทธิ = ทุนปลายปี – ทุนต้นปี – ลงทุนเพิ่ม

รวมสูตร ของ บัญชี ทั้งหมด สำคัญ
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

หนังสือบริคณห์สนธิ คือ ( Memorandum )

Click to rate this post!
[Total: 24 Average: 5]

หนังสือบริคณห์สนธิ คือ ตราสาร ที่ผู้เริ่มจัดตั้งบริษัท ได้ตกลงร่วมกันจัดทำขึ้น ในการจัดตั้งบริษัทมหาชนจำกัด ซึ่งจะแสดง รายละเอียด เกี่ยวกับ

หนังสือบริคณห์สนธิ มีกี่หน้า

มีทั้งหมด 2 หน้า โดยแต่ละหน้าจะต้องกรอกข้อมูลจริงทุกประการและต้องถูกต้องสามารถให้นายทะเบียนตรวจสอบได้ ซึ่งแยกออกเป็น 2 หน้าดังนี้

หน้าที่ 1 : ชื่อผู้เริ่มก่อการจดทะเบียน

หน้าที่ 2 : ชื่อผู้เป็นพยาน 

หนังสือบริคณห์สนธิ

หน้าที่ 1 : ชื่อผู้เริ่มก่อการจดทะเบียน

1 ชื่อบริษัท ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ

2 ที่อยู่ของสำนักงาน จะอยู่ในจังหวัด

3 วัตถุประสงค์ที่จะประกอบการ

4 ผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้ต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนยังใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

5 ทุนของบริษัท

6 รายละเอียดของผู้เริ่มก่อการ

หน้าที่ 2 : ชื่อผู้เป็นพยาน

1 คำรับรองพยาน

*หนังสือบริคณห์สนธิ  หน้าที่ 2 ต้องผนึกอากรแสตมป์ 200 บาท

ตัวอย่างหนังสือบริคณห์สนธิ

การจัดทำหนังสือบริคณห์สนธิ ผู้จัดตั้งบริษัทจะต้องร่วมกันจัดทำขึ้นโดยการตกลงรายละเอียดและลงลายมือชื่อ เพื่อให้นายทะเบียนตรวจสอบความถูกต้องและยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ โดยจะเปิดเผยข้อมูลเฉพาะรายการจดทะเบียนบริษัท เพื่อทางราชการสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้ามาดูข้อมูลหรือนำไปใช้โดยพลการได้

หนังสือบริคณห์สนธิ ขอที่ไหน

– สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานสาขา

– เว็บ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

หนังสือบริคณห์สนธิ คือ ( Memorandum )

สูตรทางบัญชี คำนวณหา ต้นทุนขาย สูตรหา ต้นทุนขาย

Click to rate this post!
[Total: 24 Average: 5]

ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ – สินค้าคงเหลือปลายงวด

ต้นทุนขาย คือ (Cost of Goods Sold)

ต้นทุนขาย หมายถึง ต้นทุนที่ใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้านั้น หากว่าบริษัทหรือผู้ขายเป็นผู้ผลิตสินค้านั้นเอง ต้นทุนขายจะเป็นการรวมไปถึงค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิตสินค้านั้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าต้นทุนวัตถุดิบ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในการผลิตสินค้าโดยตรง แต่หากเป็นกรณีที่ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง ต้นทุนขาย มักจะเป็นราคาต้นทุนที่มาจากการจ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้านั้นมาขาย โดยตัวต้นทุนขายจะปรากฏอยู่บนงบกำไรขาดทุนของบริษัท

สูตรทางบัญชี คำนวณหา ต้นทุนขาย สูตรหา ต้นทุนขาย
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

อากรแสตมป์ ซื้อที่ไหน b2s office mate

Click to rate this post!
[Total: 27 Average: 5]

ร้านขายอากรแสตมป์ สามารถหาซื้ออากรแสตมป์ได้ ดังนี้

  • ที่ทำการไปรณีย์ทุกพื้นที่
  • ร้าน 7-11 มีขายเป็นบางสาขาจะต้องสอบถามพนักงานของสาขา
  • ร้านขายเครื่องเขียนใกล้บ้าน
  • สรรพากร
  • สถานที่ราชการต่าง ๆ
  • เว็บไซต์ที่มีขายอากรแสตมป์

ร้านที่ไม่มีอากรแสตมป์

  • b2s (บีทูเอส)
  • office mate (ออฟฟิศเมต)

อากรแสตมป์ คือ

อากรแสตมป์ ซื้อที่ไหน b2s office mate

งานของนักบัญชี มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

Click to rate this post!
[Total: 21 Average: 5]

งานของนักบัญชีมีกี่ประเภท

งานบัญชี เปรียบได้กับศิลปะแขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นศาสตร์เฉพาะด้านการเก็บรวบรวม บันทึก จำแนก และทำรายงานข้อสรุปเกี่ยวกับรายงานทางการค้าและผลการดำเนินงานของกิจการ เพื่อนำมาวิเคราะห์และตีความได้อย่างมีหลักเกณฑ์

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า อาชีพบัญชี เป็นอาชีพยอดนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพราะเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง เป็นที่ต้องการของตลาดเนื่องจากทุกกิจการต้องมีการทำบัญชี อีกทั้งเป็นความรู้เฉพาะด้านซึ่งนำไปประยุกต์ทำงานได้อย่างหลากหลาย ด้วยเหตุนี้นักบัญชีจึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ได้รับความนิยมในสังคมไทย ซึ่งนักบัญชีโดยทั่วไปจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบหลักๆ คือ

1. จัดทำงบประมาณ บันทึกรายรับ รายจ่าย และธุรกรรมทางการเงินของกิจการ โดยทำหน้าที่บันทึกข้อมูลทางการเงินเหล่านี้ตามระบบของการทำบัญชีสากล

2. ทำหน้าที่สอบทานตรวจสอบความถูกต้อง และดูแลรับผิดชอบเอกสารทางบัญชีของกิจการ

3. จัดทำรายงานปิดงบประจำเดือน ตลอดจนจัดทำรายงานงบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด ฯลฯ เพื่อนำส่งหน่วยงานของรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง

ถึงแม้ว่าหน้าที่หลักๆของนักบัญชีจะมีความคล้ายคลึงกันเนื่องจากระบบการทำบัญชีเป็นระบบสากลมีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แต่สายงานในวิชาชีพบัญชีกลับมีความแตกต่างกัน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. งานบัญชีสำหรับธุรกิจ (Private Accounting) เป็นงานนักบัญชีสำหรับกิจการและองค์กรธุรกิจเอกชนทั่วไป ซึ่งงานบัญชีประเภทนี้ถือเป็นสัดส่วนการจ้างงานมากที่สุดในสาขาวิชาชีพบัญชี เนื่องจากทุกกิจการและทุกองค์กรต้องการนักบัญชีในการเก็บรวบรวม บันทึก จัดทำงบประมาณ และทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของกิจการ พร้อมทั้งตรวจสอบและจัดทำรายงานทางบัญชีเพื่อยื่นต่อหน่วยงานของรัฐบาล ดังนั้นนักบัญชีจึงมีฐานะเป็นพนักงานในกิจการนั้นๆโดยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พนักงานบัญชีทั่วไป หัวหน้าฝ่ายบัญชี ผู้อำนวยการบัญชี ไปจนถึงตำแหน่งสูงสุดอย่างผู้บริหารสูงสุดด้านบัญชีและการเงิน (Chif Financial Officer)

2. งานบัญชีสาธารณะ (Public Accounting) งานบัญชีประเภทนี้เป็นงานอิสระหรือ Freelance มีหน้าที่ให้บริการด้านการบัญชีให้แก่ลูกค้าทั่วไปโดยไม่ขึ้นตรงกับหน่วยงาน กิจการหรือองค์กรใดๆ โดยให้บริการประเภทการจัดทำบัญชีสำหรับกิจการเจ้าของคนเดียวหรือห้างหุ้นส่วน บริการด้านภาษี บริการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงานด้านบัญชีบริการสอบบัญชี เป็นต้น ซึ่งนักบัญชีประเภทนี้จำเป็นต้องมีการสะสมประสบการณ์ที่สูงจากงานบัญชีสำหรับธุรกิจ พร้อมทั้งต้องมีการสอบและได้รับใบอนุญาตตามกฏหมายเสียก่อน จึงจะสามารถให้บริการด้านการสอบบัญชีหรือเซ็นรับรองงบการเงินของกิจการได้

3. งานบัญชีของรัฐบาล (Governmental Accounting) คืองานนักบัญชีสำหรับหน่วยงานของรัฐบาล โดยนักบัญชีจะดำรงตำแหน่งเป็นข้าราชการประจำของหน่วยงานนั้นๆ มีหน้าที่หลักในการเก็บบันทึกข้อมูลรายจ่าย การจัดสรรงบประมาณ ภาษีและรายได้ อื่นๆ โดยบันทึกรายการทางบัญชีในลักษณะที่มิได้มุ่งแสวงหาผลกำไร แต่จัดทำเพื่อวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการวิเคราะห์งบประมาณต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายที่หน่วยงานนั้นๆได้วางแผนไว้ ซึ่งแบบแผนการทำบัญชีของรัฐบาลจะมีรูปแบบจำเพาะที่เราจะต้องทำการศึกษาก่อนเข้ารับราชการ จากประเภทของนักบัญชีที่กล่าวไปข้างต้นนั้น 

จะเห็นได้ว่างานของนักบัญชีอาจมีลักษณะแตกต่างกันตามแต่ละประเภทหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งนักบัญชีสามารถเลือกประเภทของงานได้ตามความถนัดและความชอบของตน อย่างไรก็ตามการจะเป็นนักบัญชีมืออาชีพนั้น ต้องมีการฝึกฝนและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับประเภทของงาน อีกทั้งต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญสำหรับนักบัญชี นั่นก็คือ ความซื่อสัตย์ ละเอียดรอบคอบและเก็บรักษาความลับได้ดี เพราะงานบัญชีถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของทุกองค์กร หน่วยงานและกิจการ

งานของนักบัญชี มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

เงินประกัน เงินมัดจำ อยู่หมวดบัญชี

Click to rate this post!
[Total: 31 Average: 5]

เงินประกัน-เงินมัดจำ เช่น เงินประกัน-การประปาฯ เงินประกัน-การเช่าเครื่องใช้สำนักงาน ต้องแสดงในหมวดใดของงบแสดงฐานะการเงินตามรูปแบบงบการเงิน ปี 2554 ( หมวด เงินให้กู้ยืมระยะยาวหรือสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น

เงินประกัน – เงินมัดจำ อยู่ใน หมวด 1 ของงบการเงินคะ คือ หมวดสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น

เงินประกัน เงินมัดจำ อยู่หมวดบัญชี

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่

Click to rate this post!
[Total: 24 Average: 5]

ระบบบัญชีคู่ นับเป็นวิธีการที่ใช้สำหรับปฏิบัติในการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ ที่ประกอบด้วยรายการที่อยู่ในสมุดรายวันทั่วไป ซึ่งเป็นรายการในสมุดบัญชีแยกประเภท และเอกสารหลักฐาน ซึ่งในการบันทึกเหล่านี้จะมีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งอาจจะใช้ได้กับทั้งกิจการขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทั้งนี้ก็เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้สามารถเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควรและทำให้ทันต่อเหตุการณ์ ในการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ในแต่ละรายการที่จะเกี่ยว ข้องกับบัญชีสองด้าน ความหมายของระบบบัญชีคู่ ระบบบัญชีคู่ หมายถึงการบันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่งและบันทึกด้านเครดิต ที่อยู่ในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดดุลขึ้นในตัวเอง ขณะเดียวกันก็จะทำให้ผลรวมของยอดบัญชีที่เกิดจากทุกรายการ เมื่อนำมารวมกันแล้วได้ค่าเป็นศูนย์ นั่นก็คือ ผลรวมของยอดดุลที่เป็นเดบิตเท่ากับผลรวมยอดดุลเครดิต ซึ่งการจัดทำรายละเอียดของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น เรียกกันว่าเป็น “งบทดลอง” การบันทึกบัญชีในระบบบัญชีคู่ การบันทึกบัญชีจะเป็นการใช้หลักระบบบัญชีคู่ ทำให้รายการค้าทุกรายการต้องทำการบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกได้ว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันอาจมีหลายบัญชี และอาจทำการบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ หรือ Compound entry แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิตจะต้องมีค่าเท่ากันเสมอ นอกจากนั้นเมื่อทำการบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต ซึ่งหากนำมารวมกันจะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต และเป็นไปตามหลักสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ มีค่าเท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มี

1.หมวดบัญชีสินทรัพย์ คือรายการค้าใดที่มีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้น จะทำการบันทึกไว้ทางด้านเดบิต ส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์ลดลง ก็จะทำการบันทึกไว้ทางด้านเครดิต

2.หมวดบัญชีหนี้สิน คือรายการค้าใดที่มีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้น ก็จะทำการบันทึกไว้ทางด้านเครดิต ส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินลดลงก็จะทำการบันทึกไว้ทางด้านเดบิต

3.หมวดบัญชีทุน คือรายการค้าใดที่มีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้น ก็จะทำการบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนลดลง ก็จะทำการบันทึกไว้ทางด้านเดบิต

4.หมวดบัญชีรายได้ หากบัญชีรายได้เพิ่มขึ้นและมีผลทำให้บัญชีทุนเพิ่ม ให้ทำการวิ เคราะห์ โดยยึดตามหลักหมวดบัญชีทุน ซึ่งหากรายได้เพิ่มขึ้นก็จะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลง ก็ให้ทำการบันทึกบัญชีทางด้านเดบิต และ

5.หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย หากบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนลดลง ก็ควรยึดตามหลักหมวดบัญชีทุนเช่นกัน

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่