Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ( Prohibited purchase tax )

Click to rate this post!
[Total: 59 Average: 5]

ภาษีซื้อต้องห้าม (Prohibited purchase tax) หมายถึง ภาษีซื้อที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่สามารถนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มหรือนำมาขอคืนภาษีซื้อ ซึ่งกฎหมายได้กำหนดลักษณะของภาษีซื้อต้องห้ามไว้ในมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร และประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่17) ดังนี้ ลักษณะภาษีซื้อต้องห้าม

ภาษีซื้อที่ไม่สามารถนำมาหักในการคำนวณภาษี

1. ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้

  • (1) ไม่มีใบกำกับภาษี เนื่องจากผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการไม่ออกใบกำกับภาษี หรือออกใบกำกับภาษีแต่ระบุชื่อบุคคลอื่น
  • (2) มีใบกำกับภาษีแต่ไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อเป็นกรณีที่ได้ซื้อสินค้าหรือรับบริการจริง แต่ไม่อาจแสดงต่อเจ้าพนักงานสรรพากรได้

2. กรณีใบกำกับภาษีซื้อมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด

ใบกำกับภาษีที่นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อได้ ต้องเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปและต้องมีข้อความตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร หากใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ภาษีซื้อนั้นถือเป็นภาษีซื้อต้องห้าม ดังนั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มควรตรวจสอบใบกำกับภาษีว่ามีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ก่อนที่จะรับมอบใบกำกับภาษีนั้น

3. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีซื้อที่นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อได้ ต้องเป็นภาษีซื้อที่จากรายจ่ายเพื่อหากำไรของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหากภาษีซื้อนั้นไม่เกี่ยวข้องกับกิจการหรือเพื่อหากำไรของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อต้องห้าม ถึงแม้ใบกำกับภาษีนั้นจะมีรายกานครบถ้วนตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากรก็ตาม

4. ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน

ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันที่ไม่ให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อได้นั้น ต้องไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้

  • (1) ค่ารับรองหรือค่าบริการไม่ว่าจะจ่ายเพื่อการรับรองหรือให้บริการแก่บุคคลใด ๆ และ ไม่ว่าอำนวยประโยชน์แก่กิจการหรือไม่ก็ตาม เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่ามหรสพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการกีฬา และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน
  • (2) ค่าสิ่งของหรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการตาม (1) และบุคคลอื่น

5. ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีเป็นภาษีซื้อที่ไม่ให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อ ผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี มีดังนี้

  • (1) บุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • (2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่อยู่นอกราชอาณาจักร และมีตัวแทนทำการออกใบกำกับภาษีในนานของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • (3) ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทรัพย์สินถูกนำออกมาขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นหรือโดยบุคคลอื่น

6. ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42)

ภาษีซื้อตามประกาศอธิการบดีกรมสรรพากรที่กฎหมายไม่ให้นำมาหักออกจากภาษีขายหรือขอคืนภาษีซื้อ มีดังนี้

  • (1) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ เช่า หรือรับโอนรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน และ ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือการรับบริการที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรสามิต กรณีดังกล่าวไม่ให้ใช้บังคับสำหรับการขายรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และการให้บริการเช่ารถยนต์ดังกล่าวของตนเองโดยตรง และการให้บริการรับประกันวินาศภัยสำหรับรถยนต์ดังกล่าว หมายเหตุ : “รถยนต์นั่ง” คือ รถเก๋งหรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย และให้หมายความรวมถึงรถยนต์ในลักษณะถาวรด้างข้าง หรือด้านหลังคนขับมีประตูหรือหน้าต่างและมีที่นั่งทั้งนี้ไม่ว่าจะมีที่นั่งเท่าใด “รถยนต์โดยสาร” คือ รถตู้หรือรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้ขนส่งคนโดยสารจำนวนมากรวมทั้งรถยนต์ในลักษณะทำนองเดียวกัน
  • (2) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อ
  • (3) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อทรัพย์สินเพื่อใช้ หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • (4) ภาษีซื้อที่เกิดจากการก่อสร้างอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์อื่น เพื่อนำมาใช้ในกิจการของตนเอง ซึ่งเป็นกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อดังกล่าวให้มีสิทธินำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ต่อมาผู้ประกอบการได้ขายหรือให้เช่าอาคารหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นนำไปใช้ในกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 3 ปีนับแต่เดือนภาษีที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ ภาษีซื้อนั้นเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตั้งแต่ต้น
  • (5) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งรายการในใบกำกับภาษีไม่ได้พิมพ์ หรือไม่ได้จัดทำขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ในกรณีจัดทำใบกำกับภาษีด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับ
  • (6) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนดในใบกำกับภาษีที่ไม่ได้จัดทำขึ้นด้วยวิธีการตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
  • (7) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งมีรายการในใบกำกับภาษีเป็นสำเนา (Copy) เป็นภาษีซื้อต้องห้าม แต่ไม่รวมถึงใบกำกับภาษีที่ที่ได้จัดทำรวมกับเอกสารทางการค้าอื่นซึ่งมีจำนวนหลายฉบับและใบกำกับภาษีมีรายการในใบกำกับภาษีเป็นสำเนามีข้อความว่า “เอกสารออกเป็นชุด” ปรากฏอยู่ด้วย
  • (8) ภาษีซื้อส่วนที่เฉลี่ยเป็นของกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
  • (9) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการ ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม นำไปใช้หรือจะใช้ในการประกอบกิจการทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มใช้สิทธิเลือกไม่นำภาษีซื้อทั้งหมดไปหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเนื่องจากกิจการประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มมีรายได้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้ของกิจการทั้งหมด
  • (10) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปซึ่งรายการได้ถูกแก้ไขหรือถูกเปลี่ยนแปลง เป็นภาษีซื้อต้องห้าม เว้นแต่รายการซึ่งได้ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบิดีกำหนด
  • หมายเหตุ : การแก้ไขเปลี่ยนแปลงตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนด
  • – การแก้ไขที่อยู่ของผู้ออกใบกำกับภาษี พร้อมกับลงลายมือชื่อผู้ออกใบกำกับภาษีกำกับการแก้ไข ทั้งนี้เฉพาะใบกำกับภาษีที่ได้ออกในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ทางราชการได้ประกาศเปลี่ยนแปลงเลขที่บ้าน ชื่อถนน หมู่บ้าน ตำบล หรือแขวง อำเภอ หรือเขต หรือจังหวัดใหม่
  • – การแก้ไขที่อยู่ของผู้ออกใบกำกับภาษีด้วยวิธีการประทับตรายางที่อยู่ที่ถูกต้องเพิ่มเติม ทั้งนี้ เฉพาะใบกำกับภาษีที่ได้ออกในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่ทางราชการได้ประกาศเปลี่ยนแปลงเลขที่บ้าน ชื่อถนน หมู่บ้าน ตำบลหรือแขวง อำเภอหรือเขต หรือจังหวัด หรือได้ทำการแบ่งเขตถนน หมู่บ้าน ตำบลหรือแขวง อำเภอหรือเขต หรือจังหวัดใหม่
  • (11) ภาษีซื้อที่เกิดจากการซื้อ เช่าซื้อ หรือหรับโอนรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตเพื่อใช้หรือจะใช้ในกิจการประเภทที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และต่อมาภายใน 3 ปีนับแต่เดือนภาษีที่ได้รถยนต์ไว้ครอบครองได้มีการดัดแปลงรถยนต์ดังกล่าวเป็นรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต กรณีดังกล่าวไม่ให้ใช้บังคับสำหรับการขายรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิด 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต และให้บริการเช่ารถยนต์ดังกล่าวของตนเองโดยตรง
  • (12) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ซึ่งมีรายการ ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรตามมาตรา 86/4 (2) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้พิมพ์ขึ้น หรือไม่ได้จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ในกรณีจัดทำใบกำกับภาษีขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งฉบับเป็นภาษีซื้อต้องห้าม กรณีดังกล่าวไม่ให้ใช้บังคับสำหรับใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่ได้เปลี่ยนสถานะจากรัฐวิสาหกิจประเภทองค์การของรัฐตามที่มีกฎหมายจัดตั้ง ทั้งนี้ เฉพาะใบกำกับภาษีที่ได้ออกในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด

เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำภาษีซื้อต้องห้ามมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีรวมทั้งต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ดังนี้ เบี้ยปรับจากการนำภาษีซื้อต้องห้าม! มาใช้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม มี 2 กรณี

1. เบี้ยปรับ 1 เท่า

  • ไม่มีใบกำกับภาษี หรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้
  • ใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด
  • ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกัน
  • ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีที่ออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

– ภาษีซื้อตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 42) หากผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีข้างต้นไปคำนวณหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อกรมสรรพากรแล้ว ถือว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้ไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้คำนวณภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป ตามมาตรา 89(4) แห่งประมวลรัษฎากร

2. เบี้ยปรับ 2 เท่า

กรณีนำใบกำกับภาษีปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

หมายเหตุ :

  • (1) ใบกำกับภาษีที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลใดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม
  • (2) ผู้ประกอบการที่นำใบกำกับภาษีปลอมมาใช้ในการเครดิตภาษี นอกจากต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว หากเจตนานำใบกำกับภาษีปลอม หรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายมาใช้ในการเครดิตภาษีต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ง 2,000 บาท เงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน นับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เงินเพิ่มที่คำนวณได้ไม่ให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง

ภาษีซื้อต้องห้าม

เมื่อประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบกิจการเจ้าของคนเดียว หรือแบบมีหุ้นส่วน หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกินว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” เพราะเจ้าของกิจการมีหน้าที่ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร พร้อมทั้งมีหน้าที่ออกใบกำกับภาษีขายทุกครั้งให้กับลูกค้าที่มาซื้อสินค้าหรือมาใช้บริการ (ซึ่งเราเรียกว่า “ภาษีขาย” ) และขอใบกำกับภาษีซื้อทุกครั้งที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ซึ่งเราเรียกว่า “ภาษีซื้อ”) เพื่อนำมาคิดคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่มต่อสรรพากรได้อย่างถูกต้องในทุกๆเดือน

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีความเข้าใจและนำส่งรายการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ในบทความนี้จึงนำเสนอความรู้เกี่ยวกับภาษีขายต้องห้าม ซึ่งเป็นข้อควรรู้และข้อพึงระวังสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังนี้

ภาษีมูลค่าเพิ่มคืออะไร

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็นภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บสำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายได้มากกว่า 1.8 ล้านต่อปีโดยจัดเก็บในอัตราร้อยละ 7 (7%) ซึ่งผู้ประกอบการมีหน้าที่ยื่นรายการคำนวณภาษีในแต่ละเดือน โดยใช้หลักการสำคัญคือ 

ภาษีมูลค่าเพิ่มต้องชำระ = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

  • หากภาษีขาย < ภาษีซื้อ ผู้ประกอบการมีสิทธิขอรับคืนภาษีซื้อเป็นเงินสดหรือรับเป็นเครดิตภาษีเพื่อนำไปชำระในเดือนถัดไปได้
  • หากภาษีขาย > ภาษีซื้อ ผู้ประกอบการต้องนำส่งเงินภาษีต่อกรมสรรพากรเท่ากับส่วนต่างนั้นๆ

ภาษีซื้อสำคัญอย่างไร

หากพิจารณาจากสูตรคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระจะเห็นได้ว่า ภาษีซื้อมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นตัวแปรสำคัญในการพิจารณาว่าผู้ประกอบการจะได้สิทธิขอรับภาษีซื้อคืนหรือต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มให้กับกรมสรรพากร ดังนั้นภาษีซื้อที่นำมาหักออกจากภาษีขายจะต้องถูกกฏหมายและไม่เข้าข่ายภาษีซื้อต้องห้าม ดังต่อไปนี้

ภาษีซื้อต้องห้ามที่ควรรู้

  1. ใบกำกับภาษีซื้อที่ไม่มีใบกำกับภาษีตัวจริง หรือมีข้อความสาระสำคัญที่ไม่สมบรูณ์ โดยผู้ประกอบการเมื่อทำการซื้อสินค้าจากทางร้านที่จดภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องขอใบกำกับภาษีตัวจริงทุกครั้ง และต้องเป็นใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบระบุชื่อร้าน ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร รายการสินค้าและแสดงมูลค่าสินค้าอย่างชัดเจน
  2. ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง เช่น การซื้อของมอบให้พนักงาน การซื้อของเพื่อนำไปบริจาค เป็นต้น
  3. ภาษีซื้อที่เป็นรายจ่ายเพื่อการรับรองลูกค้า ซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงค่าใช้จ่ายเพื่อการเอ็นเตอร์เทรน เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่มของลูกค้า ที่ถึงแม้จะเกี่ยวข้องกับกิจการแต่เป็นไปโดยทางอ้อมและไม่สามารถพิสูจน์ได้
  4. ภาษีซื้อจากกิจการที่ไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งกิจการใดๆที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับทางสรรพากรไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีและไม่สามารถนำมาหักออกได้ รวมทั้งผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกประเทศไทยที่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 0%
  5. ภาษีซื้อจากการซื้อหรือ เช่าซื้อรถยนต์ รวมทั้งค่าประกัน ค่าบำรุงรักษาต่างๆที่เกิดขึ้น
  6.  

ซึ่งทั้งหมดนี้คือลักษณะภาษีซื้อต้องห้ามที่ต้องพึงระวัง เพราะหากผิดพลาดนำภาษีซื้อต้องห้ามดังกล่าวมาหักออกจากภาษาขาย เพื่อลดหย่อยภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระเพิ่มแล้ว จะมีความผิดตามกฏหมาย ต้องเสียเบี้ยปรับเพิ่ม 1 – 2 เท่า ตามแต่กรณี และอาจระวางโทษทั้งจำทั้งปรับหากเข้าข่ายยื่นใบกำกับภาษีปลอม ดังนั้นการศึกษา ทำความเข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมทั้งลักษณะภาษีต้องห้ามเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม

ภาษีซื้อต้องห้าม คือ ( Prohibited purchase tax )

ผู้ชำระบัญชี คือ ( Liquidator )

Click to rate this post!
[Total: 64 Average: 5]

ผู้ชำระบัญชี คือใคร และจำเป็นต้องเป็นเป็นกรรมการ ด้วยหรือเปล่า

  • ผู้ชำระบัญชี ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องเป็นกรรมการ แต่อาจจะเป็นผู้รับมอบอำนาจก็ได้

ผู้ชำระบัญชีจะมีหน้าที่

  • ผู้มีหน้าจดเลิกบริษัท
  • ผู้มีหน้าที่ทำงบการเงิน ณ งวดบัญชที่ที่เลิกกิจการ
  • ผู้มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สินทั้งหมดของกิจการเพื่อจำหน่ายทรัพย์สิน รวมถึงการชำระบัญชีของกิจการ
  • รวมถึงผู้มีหน้าที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดของกิจการด้วย
ผู้ชำระบัญชี คือ ( Liquidator )
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ขั้นตอนการ เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น บอจ5

Click to rate this post!
[Total: 162 Average: 5]

อยากเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและกรรมการ แต่ไม่ได้ปิดงบการเงินเลย ไม่ทราบว่าสามารถทำได้

สามารถทำได้ โดยต้องให้ผู้ถือหุ้นเดิม โอนหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นรายใหม่ เอกสารที่ต้องใช้

1. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่จะเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นคนใหม่ เพื่อจัดพิมพ์ในแบบ บอจ.5 และระบุอาชีพ

2. ใบโอนหุ้น ( แนะนำว่าควรมีการจัดทำ ) เพื่อมิให้มีการฟ้องร้องกันในภายหลัง ซึ่งเป็นการลงลายมือชื่อของผู้โอนหุ้นคนเก่า และผู้รับโอนหุ้นคนใหม่ เพราะเคยมีกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น โดยที่เจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง แล้วมาฟ้องร้องกับทางบริษัทครับ

3. แบบ บอจ.5 ( บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ) ฉบับเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นแล้ว

4. หนังสือนำส่งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ต่อนายทะเบียน

5. แบบขอคัดรายชื่อผู้ถือหุ้นฉบับใหม่ พร้อมค่าธรรมเนียม หน้าละ 50 บาท

ขั้นตอนการ เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น  บอจ5
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

เอกสารประกอบ ใบวางบิล การ วางบิล

Click to rate this post!
[Total: 60 Average: 5]

เกี่ยวกับการวางบิล ขอสอบถาม ว่าเอกสาร ที่ต้องใช้ในการวางบิลจะต้องมีอะไร ในส่วนนี้เอกสารที่มีอยู่จะเป็น

1.ใบ PO

2.ใบเสนอราคา

3.ใบส่งมอบงาน

ในส่วนนี้จะต้องมีใบแจ้งหนี้หรือเปล่า

– ต้นฉบับใบแจ้งหนี้/ใบส่งของ/ใบกำกับภาษี (กรณีขายสินค้า) หรือสำเนาใบแจ้งหนี้ (กรณีให้บริการ) ทั้งนี้ ให้นำสำเนาหรือต้นฉบับไปด้วยเพื่อให้ลูกค้าลงนามยืนยัน

– ใบวางบิล กรณีลูกค้าต้องการ หรือบริษัทต้องการให้ลงนามเป็นหลักฐานการวางบิล สำหรับจำนวนสำเนาที่ต้องใช้ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์การ ควรสอบถามข้อมูลลูกค้าเพื่ออ้างอิงในการวางบิลและการรับเงิน

เอกสารประกอบ ใบวางบิล การ วางบิล
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ข้อแตกต่าง ระหว่าง บริษัท กับ หจก ข้อดีเสีย

Click to rate this post!
[Total: 54 Average: 5]

ห้างหุ้นส่วนจํากัด กับ บริษัทจํากัด ต่างกันอย่างไร 4 จุด ของความแตกต่าง ระหว่าง หจก. กับ บริษัท หจก ต่างจาก บริษัท ตรงไหน

1. ความรับผิดชอบ ห้างหุ้นส่วนจำกัด 2 คนขึ้นไปร่วมหุ้นกัน โดยมี 1คนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบในหนี้สินที่เกิดขึ้น บริษัท 3 คนขึ้นไป แบ่งเงินลงทุนออกเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นละเท่ากัน แต่ละคนถือมากน้อยเท่าหรือไม่เท่ากันก็ได้ ความรับผิดชอบจำกัดเฉพาะค่าหุ้นที่ยังส่งไม่ครบ

2. การบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนที่จำกัดความรับผิดชอบเป็นผู้จัดการไม่ได้ หุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดชอบ มีสิทธิ์เป็นผู้จัดการได้ หรือหุ้นส่วนทุกคนเห็นพ้องตั้งผู้จัดการคนนอกก็ได้(ต้องเห็นพ้อง) การดำเนินการหรือตัดสินใจของผู้จัดการต้องปรึกษากับหุ้นส่วนและต้องได้รับ การยินยอมจึงกระทำได้ บริษัท ผู้ลงทุน จัดตั้งบริษัท แล้วตั้งคณะกรรมการขึ้นมา จะเป็นตัวผู้ลงทุน หรือบุคคลอื่นก็ได้ กรรมการที่ตั้งขึ้นนี้ มีอำนาจการบริหาร

3. การแบ่งผลกำไร – ขาดทุน ห้างหุ้นส่วนจำกัดเฉลี่ยตามสัดส่วนผู้เป็นหุ้นส่วน บริษัท จ่ายเงินปันผลตามจำนวนหุ้นที่ถือ

4. การเสียภาษี ทั้ง 2 อย่างเสียจากกำไรสุทธิ ตามอัตราก้าวหน้า

ข้อแตกต่าง ระหว่าง บริษัท กับ หจก ข้อดีเสีย
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

การบันทึกบัญชี มีกี่วิธี อะไรบ้าง

Click to rate this post!
[Total: 186 Average: 5]

การบันทึกบัญชี แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ

ระบบบัญชีเดี่ยว

เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้น คือ ด้านเดบิต หรือ ด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้ จะบันทึกเฉพาะ รายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี เช่น บัญชีลูกหนี้หรือบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้การบันทึกรายการ ตามระบบบัญชีคู่ ที่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งด้าน เดบิต และเครดิต 

การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีเดี่ยวนี้ นิยมใช้ในกิจการ ขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุม และจดบันทึกเอง สำหรับธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไป ไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เนื่องจากจะมี ปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน

ระบบบัญชีคู่

เป็นวิธีการที่ใช้ปฏิบัติในการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ ประกอบด้วย รายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชี แยกประเภท ตลอดจนเอกสารหลักฐาน การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้ได้กับทั้งกิจการ ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะทำให้สามารถเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควร และทันต่อเหตุการณ์การ บันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือบันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่ง และบันทึกด้านเครดิต ในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน และจะมีผลทำให้เกิดดุลขึ้นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็จะทำให้ผลรวมของยอดบัญชี ที่เกิดจากทุกรายการรวมกันแล้วได้ค่าเป็นศูนย์ นั่นก็คือ ผลรวมของยอดดุลเดบิตเท่ากับผลรวมยอดดุลเครดิต การจัดทำรายละเอียด ของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น เรียกว่า งบทดลอง(สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศ ไทย 2538:d-4)

การบันทึกบัญชีจะใช้หลักระบบบัญชีคู่ ดังนั้นรายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิต จะต้องเท่ากันเสมอ นอกจากนั้นเมื่อบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต เมื่อนำมารวมกัน จะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต ซึ่งเป็นไปตามหลัก สมการบัญชี ที่ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน

หลักการบันทึกบัญชีเบื้องต้น ตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี

การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มีหลักดังนี้

  • หมวดบัญชีสินทรัพย์ รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต ส่วนรายการค้าใดที่ วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์ลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต
  • หมวดบัญชีหนี้สิน รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต ส่วนรายการค้าใดที่ วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  • หมวดบัญชีทุน รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่ วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  • หมวดบัญชีรายได้ จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีรายได้ เพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนเพิ่ม ดังนั้นการวิเคราะห์ยึดตาม หลักหมวดบัญชีทุน กล่าวคือ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลงจะบันทึกบัญชี ทางด้านเดบิต
  • หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย ถ้าบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนลดลงดังนั้นหลักการวิเคราะห์ยึดตามหลัก หมวดบัญชีทุนเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะบันทึกทางด้านเดบิตถ้าค่าใช้จ่ายลดลงจะบันทึกทางด้านเครดิต

หมวดบัญชีและสมการบัญชี

หมวดบัญชี หมายถึง การจัดหมวดหมู่บัญชีโดยแยกประเภทออกเป็น 5 หมวดบัญชี ดังนี้

  1. สินทรัพย์ ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข
  2. หนี้สิน ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข
  3. ส่วนของเจ้าของ หรือทุน ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข
  4. รายได้ ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข
  5. ค่าใช้จ่าย ใช้หมวดบัญชีแทนด้วยเลข

สมการบัญชี

จากงบดุล ยอดรวมของสินทรัพย์ จะเท่ากับยอดรวมของหนี้สินและส่วนของเจ้าของเสมอ ไม่ว่ากิจการจะมีรายการค้าเกิดขึ้นหรือ เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบใดก็ตาม เมื่อพิจารณาทางด้านสินทรัพย์จะเป็นการแสดงถึงสิ่งที่กิจการเป็นเจ้าของ ส่วนทางด้านหนี้สิน และส่วนของเจ้าของจะเป็นการแสดงถึงแหล่งที่มาของเงินลงทุนของกิจการว่ามาจากเจ้าหนี้และเจ้าของกิจการเป็นจำนวนเท่าใด ในแต่ละกลุ่ม ดังนั้นสินทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้รวมกับสิทธิเรียกร้องของส่วนเจ้าของ จึงเท่ากับสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งแสดงออกมาเป็น สมการบัญชี ได้ดังนี้ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ : (Assets) =(Liabilities)+ (Owers’ equity) รายการค้า คือ เหตุการณ์ทางการเงินที่มีผลทำให้การดำเนินงานของกิจการและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์หนี้สินและ ส่วนของเจ้าของ

วงจรบัญชี คือ ลำดับขั้นตอนในการลงบัญชี โดยเริ่มต้นจากรายการค้า นำไปวิเคราะห์ จดบันทึกในสมุดขั้นต้นจัดให้เป็นหมวดหมู่ โดยผ่านไปยังบัญชีแยกประเภท แล้วนำมาสรุปผลในรูปของรายงานทางการเงิน

บัญชีแยกประเภท ได้แก่ บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้และค่าใช้จ่าย มี 2 แบบ คือ แบบตัว T และแบบแสดงยอดคงเหลือ

หลักบัญชีคู่ การบันทึกบัญชีใช้หลัก “ทุกๆ เดบิต จะต้องบันทึกเท่ากับในทุกๆ เครดิต บัญชีแยกประเภทจะต้องนำมาจัดให้เป็น หมวดหมู่ โดยเรียงจาก สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ รายได้และค่าใช้จ่าย โดยให้นำหมายเลขมากำกับ เรียกว่า ผังบัญชี

การบันทึกบัญชี มีกี่วิธี อะไรบ้าง
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

หนังสือยืนยันยอด เจ้าหนี้ ต้องทำอย่างไร

Click to rate this post!
[Total: 61 Average: 5]

การขอคำยืนยันยอดธนาคาร ลูกหนี้และเจ้าหนี้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการเตรียมการ เช่น การประสานขอข้อมูลจากลูกค้า การจัดทำหนังสือขอคำยืนยันยอด การกำหนดช่วงเวลาที่เหมาะสมในการส่งหนังสือขอยืนยันยอดเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้รับคำตอบกลับมาทันเวลา ฯลฯ

ทั้งนี้ชาวออดิทอย่าลืม ศึกษาข้อกำหนดในมาตรฐานการสอบบัญชี รหัส 505 เรื่อง การขอคำยืนยันจากบุคคลภายนอก โดยทั่วไปแล้วการขอคำยืนยันยอดมักถูกจัดทำเป็นหนังสือขอคำยืนยันยอดทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นหลักฐานการสอบบัญชีที่น่าเชื่อถือ แต่ในบางสถานการณ์ ชาวออดิทจำเป็นต้องขอคำยืนยันยอดทางอิเล็กทรอนิคส์ เช่น ทางโทรสาร หรืออีเมล เนื่องจากมีการส่งหนังสือขอคำยืนยันยอดไปรอบแรกทางไปรษณีย์ แล้วยังไม่ได้รับการตอบกลับแล้วจำเป็นต้องการคำตอบกลับเร่งด่วน หรือการขอคำยืนยันยอดจากต่างประเทศ

ซึ่งถ้าส่งเป็นจดหมายพับซองแล้วรอตอบกลับอาจกินเวลานานไม่ทันใจวัยโจ๋ อีกทั้งต้องร้องเพลงรอ การขอคำยืนยันยอดทางอิเล็กทรอนิคส์เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ผู้สอบบัญชีสามารถใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานการสอบบัญชีที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามการขอคำยืนยันยอดทางอิเล็กทรอนิคส์จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการขอคำยืนยันยอดทางไปรษณีย์

ดังนั้น หากผู้สอบบัญชีต้องการขอคำยืนยันยอดทางอิเล็กทรอนิคส์ควรคำนึงถึงเรื่องดังต่อไปนี้

– การพิสูจน์ว่าผู้ที่ผู้สอบบัญชีส่งคำยืนยันไปถึงและผู้ที่ตอบคำยืนยันยอดกลับมาว่าเป็นบุคคลที่มีตัวตน มีความเหมาะสม และมีรายการธุรกิจกับกิจการจริง

– การควบคุมการจัดส่งและการรับคำยืนยันยอดซึ่งผู้สอบบัญชี ต้องควบคุมขั้นตอนต่างๆ ด้วยตนเอง

– ผู้สอบบัญชีอาจพิจารณาทำขั้นตอนอื่นๆ ประกอบ เพื่อให้มั่นใจในคำยืนยันที่ได้รับทางอิเล็กทรอนิคส์ เช่น ขอให้ส่งคำยืนยันยอดกลับมาทางไปรษณีย์อีกครั้ง เป็นต้

หนี้สินหมุนเวียน หนี้สินหมุนเวียนประกอบด้วย รายการดังต่อไปนี้

1. เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร

2. ตั๋วเงินจ่าย

3. เจ้าหนี้

4. ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย

5. รายได้ รับล่วงหน้า

6. หนี้สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

7. หนี้สินโดยประมาณ

8. ส่วนของหนี้สินระยะยาวที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี

ที่มาบทความ https://www.รับทําบัญชี.com/?p=7873

หนังสือยืนยันยอด เจ้าหนี้ ต้องทำอย่างไร

รายงานการประชุม เปิดบัญชีธนาคาร

Click to rate this post!
[Total: 41 Average: 5]

รายงานการประชุม

บริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัด……………………………………….

ประชุมครั้งที่ 1 / 25xx

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 25xx เวลา 9.00 – 10.00 น.

ประชุม ณ สำนักงานเลขที่ ……………………………………………………………………………..

 

มีผู้เป็นหุ้นส่วนมาเข้าร่วมประชุมดังนี้

1. ……………………………………………………………….

2. ……………………………………………………………….

3. ……………………………………………………………….

โดยมี ……………………………………… เป็นประธานการประชุม …………………………………….. ผู้เข้าร่วมประชุม ……………………………………… ผู้เข้าร่วมประชุม เริ่มการประชุม เวลา 9.00 น.

 

ระเบียบวาระที่ 1. เรื่องการขอเปิดบัญชีธนาคาร ของบริษัท/ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ประธาน ได้กล่าวแถลงต่อที่ประชุมว่า การที่เชิญประชุมครั้งนี้ก็เพื่อให้ที่ประชุม พิจารณาเรื่อง การขอเปิดบัญชีเงินฝาก ของบริษัท /ห้างหุ้นส่วนจำกัด เพื่อความสะดวกและคล่องตัวในการดำเนินกิจการของบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยประธานเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาการเปิด – บัญชีออมทรัพย์ กับ ธนาคารกสิกรไทย จก (มหาชน) สาขา …………………………………………………… ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดำเนินการได้ตามที่ประธานเสนอ

 

ระเบียบวาระที่ 2. แต่งตั้งผู้กระทำการแทนบริษัท / ห้างหุ้นส่วนจำกัด โดยมีเงื่อนไขการลงนาม เบิก ถอน คือ ………………………………………………………………….. พร้อมประทับตราสำคัญของบริษัท/ห้างหุ้นส่วนจำกัด และ เป็นผู้กระทำการ ในธุรกรรมทุกอย่างกับธนาคาร ตามระเบียบวาระที่ 1 ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ตามที่มีผู้เสนอ

 

ระเบียบวาระที่ 3. เรื่องอื่น ๆ ไม่มี ปิดประชุม เวลา 10.00 น.

 

(ลงชื่อ) …………………………………………………………. ประธานการประชุม

         (………………………………………………………….)

(ลงชื่อ) …………………………………………………………. ผู้เข้าร่วมประชุม

          (………………………………………………………….)

(ลงชื่อ) …………………………………………………………. ผู้เข้าร่วมประชุม

         (………………………………………………………….) 

 

เอกสารประกอบการเปิดบัญชี

รายงานการประชุม เปิดบัญชีธนาคาร
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ตัวอย่าง แบบฟอร์ม รายงาน การประชุม เปิดบัญชี ธนาคาร ห้างหุ้นส่วน หจก.

Click to rate this post!
[Total: 205 Average: 5]

รายงานการประชุมผู้เป็นหุ้นส่วน

ครั้งที่ 1/25xx

 

ของ หจก.นามสมมุติ

              ประชุมเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2554 เวลา 9.30 น. ณ บ้านเลขที่ ……………………………….. มีผู้เป็นหุ้นส่วนมาเข้าร่วมการประชุมทุกคน ครบเป็นองค์ประชุม โดย นายรับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชีเป็นประธานที่ประชุมและเริ่มการประชุมดังนี้

1. พิจารณาเรื่องเปิดบัญชีธนาคาร ประธานได้กล่าวแถลงต่อที่ประชุมว่า การที่เชิญประชุมครั้งนี้ก็เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเรื่อง เปิดบัญชีเงินฝาก ประเภทออมทรัพย์ ของบริษัทฯ กับธนาคาร เพื่อความสะดวกคล่องตัวในการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนฯ ต่อไป

– ประธานเสนอให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ขอให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติเป็นเอกฉันท์ให้บริษัทฯ ทำการเปิดบัญชีเงินฝากประเภท ออมทรัพย์ กับ ธนาคาร……………… สาขา ………. ได้ตามที่ประธานเสนอประธานได้กล่าวแถลงต่อไปว่า การเปิดบัญชีกับธนาคารนี้จะต้องพิจารณาเลือกผู้เหมาะสมไปทำการแทนบริษัท มีอำนาจเซ็นสั่งจ่ายเช็คและเอกสารต่าง ๆ แทนหจกฯ ขอให้ที่ประชุมพิจารณา ที่ประชุมได้พิจารณาแล้วลงมติเป็นเอกฉันท์เลือกผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้ทำการแทนห้างหุ้นส่วนฯในครั้งนี้ มีอำนาจลงนามในเอกสารต่าง ๆและการเซ็นสั่งจ่ายเช็คแทนบริษัท โดยกำหนดให้ นายรับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท

2. พิจารณาเรื่องอื่น ๆ (ถ้ามี) เรื่องอื่น ๆ

– ไม่มีการพิจารณา

ประธานกล่าวปิดการประชุม

 

 

(ลงชื่อ)……………………………………………ประธานที่ประชุม

 

(นายรับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี)

 

รับรองถูกต้อง

 

(ลงชื่อ)…………………………………………………..

 

(นายรับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี)

 

อาจใช้กรรมการคนอื่นที่มี หุ้นส่วนกรรมการ

ตัวอย่าง แบบฟอร์มรายงานการประชุมเปิดบัญชีธนาคาร ห้างหุ้นส่วน หจก.
ที่มาบทความ ; รายงาน การประชุม เปิดบัญชี ธนาคาร

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

อากรแสตมป์ คือ ( Revenue stamp )

Click to rate this post!
[Total: 83 Average: 5]

อากรแสตมป์ หมายถึง เป็นภาษีตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง จัดเก็บจากการกระทำ ตราสาร 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ คำว่า “ตราสาร” ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง เอกสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตรา อากรแสตมป์ ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 28 ลักษณะตราสาร เช่น ตราสารเช่าที่กับโรงเรือน เช่าซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ กู้ยืมเงิน ฯลฯ อากรแสตมป์เป็นภาษีอากรที่จัดเก็บจากการกระทำตราสาร โดยคำว่า กระทำ หมายความว่า การลงลาย มือชื่อตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์

1. บุคคลตามที่ระบุไว้ในช่องที่ 3 ของบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ผู้ให้เช่าผู้โอน ผู้ให้กู้ ผู้รับประกันภัย ฯลฯ

2. ถ้าตราสารทำขึ้นนอกประเทศ ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรงตราสารคนแรกในประเทศเป็น ผู้เสียอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ถ้าหากไม่ได้ปฏิบัติตามความข้างต้น ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งต้องเสียอากรแล้วจึงยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงิน รับรอง สลักหลัง โอนหรือถือเอาประโยชน์ได้ ผู้ทรงตราสารคนใด ได้ตราสารตามความข้างต้นไว้ในครอบครองก่อนพ้นกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น จะเป็นผู้เสียอากรก็ได้โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อนๆ

3. ตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงิน มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรและใช้สิทธิไล่เบี้ยจาก ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่จะชำระก็ได้

4. ผู้มีหน้าที่เสียอากร ตามที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ อาจตกลงให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นผู้เสียอากรแทนตนก็ได้

เว้นแต่ กรณีตาม 2 วิธีการเสียอากร วิธีการเสียอากรแสตมป์สำหรับการทำตราสาร เรียกว่า “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” ซึ่ง หมายความว่า

1. ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือใน ทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว หรือ

2. ในกรณีแสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

3. ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือการได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตาม บทบัญญัติในหมวดอากรแสตมป์ หรือตามระเบียบที่อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามข้อ

1. และ 2. ดังกล่าวข้างต้น อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตาม ที่กำหนดในข้อ 3. แทนได้ คือ

กำหนดให้เสียอากรเป็นตัวเงิน เช่น กรณีตั๋วแลกเงิน เช็ค ใบรับรางวัลฉลากกินแบ่ง ใบรับเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์ ใบรับเกี่ยวกับยานพาหนะ ตราสารตั๋วสัญญาใช้เงินเฉพาะที่บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นผู้ออกตั๋ว จ้างทำของ เฉพาะที่รัฐบาล องค์การของรัฐบาลเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร กรมธรรม์ประกันภัย ตั๋วสัญญาใช้เงิน เลตเตอร์ออฟเครดิต ฯลฯ การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ก็เพื่อความสะดวกในการเสียอากร ที่มีค่าอากรแสตมป์เป็นจำนวนมาก ไม่สะดวกในการใช้ดวงแสตมป์อากรปิดบนตราสาร หรือในกรณีไม่สะดวกในการชำระค่าอากร โดยใช้แสตมป์ดุน การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ปฏิบัติดังนี้

(1) การขอเสียอากรเป็นตัวเงิน ใช้แบบ อ.ส.4 (แบบขอและอนุมัติให้เสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน)ยื่นต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่อากรแสตมป์ โดยแนบตราสารที่ขอเสียอากรไปด้วย ให้ยื่นต่อสำนักงานสรรพากรอำเภอ

(2) สำหรับตราสารที่เป็น

(2.1) ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกัน ที่ใช้อย่างตั๋วแลกเงินเฉพาะที่ธนาคารประกอบกิจการ ในราชอาณาจักรเป็นผู้สั่งจ่าย ตามลักษณะแห่งตราสาร 9(1) และใบรับฝากเงินประเภท ประจำของธนาคารโดยมี ดอกเบี้ย ตามลักษณะแห่งตราสาร 13

(2.2) เช็คที่ออกในราชอาณาจักร ตามลักษณะแห่งตราสาร 12

(2.3) เช็คสำหรับผู้เดินทางที่ออกหรือจำหน่ายในราชอาณาจักร ตามลักษณะแห่งตราสาร 15 มีวิธีการเสียอากรเป็นตัวเงินดังนี้

– ตราสารตามข้อ (2.1) ให้ธนาคารผู้สั่งจ่ายหรือผู้รับฝาก แล้วแต่กรณีชำระอากรเป็นตัวเงิน แทนการปิดแสตมป์

– ตราสารตามข้อ (2.2) และ (2.3) ให้ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ทรงคนแรกชำระอากรเป็นตัวเงินแทน การปิดแสตมป์ โดยชำระไว้ต่อธนาคาร

– ตราสารตามข้อ (2.3) ที่ธนาคารเป็นผู้ออก ให้ธนาคารชำระอากรเป็นตัวเงินแทน การปิดแสตมป์

– ธนาคารผู้ชำระเงินหรือรับชำระเงินค่าอากร ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร นำเงินค่าอากรที่มีหน้าที่ต้องชำระ หรือได้รับชำระไว้ใปยื่นขอชำระต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ อากรแสตมป์ ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอ โดยใช้แบบ อ.ส.4ก (แบบขอเสียอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารเช็คหรือตั๋วแลกเงิน) พร้อมชำระเงิน ส่วนธนาคารที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในท้องที่นอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นชำระเงิน ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอ หรือกิ่งอำเภอท้องที่

(3) ใบรับสำหรับการโอนหรือก่อตั้งสิทธิใดๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเมื่อนิติกรรมที่เป็นเหตุให้ ออกใบรับนั้นมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย ตามลักษณะแห่งตราสาร 28(ข) ให้ชำระค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (กรมที่ดิน)

(4) ใบรับเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล กำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินต่อสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล การขีดฆ่าอากร คำว่า “ขีดฆ่า” หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ปิดทับ ได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับ แสตมป์ดุน ให้แสตมป์ปรากฏอยู่ในด้านหน้าของตราสารนั้น

การยกเว้นอากร

1. ยกเว้นอากรตามประมวลรัษฎากร

(1) ตราสารที่ระบุยกเว้นในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ เช่น ตราสารกู้ยืมเงิน ให้ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร สำหรับการกู้ยืมซึ่งสมาชิกกู้ยืมจากสหกรณ์ ตราสารใบรับ ให้ยกเว้นสำหรับจำนวนเงินที่ผู้รับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ฯลฯ

(2) ยกเว้นตามมาตรา 121 ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็น

– รัฐบาล

– เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่

– บุคคลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล

– องค์บริหารราชการส่วนท้องถิ่น

– สภากาชาดไทย

– วัดวาอาราม

– องค์การศาสนาใดๆ ในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นนิติบุคคล แต่ข้อยกเว้นไม่ต้องเสียอากรนี้ มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียน เพื่อประกอบการพาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ

2. ยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา ยกเว้นอากร ให้แก่

– ธนาคารแห่งประเทศไทย

– ธนาคารอาคารสงเคราะห์

– ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

– ผู้ประกอบการขนส่งเฉพาะการรับเงินที่เป็นค่ารับขนส่งคนโดยสาร

– บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

– ผู้ค้ำประกัน เฉพาะการค้ำประกันหนี้เนื่องแต่การที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตรให้กู้ยืมหรือให้ยืม

– ผู้ออกใบรับ เฉพาะการรับเงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรให้กู้ยืมหรือให้ยืม

– การเคหะแห่งชาติ

– ผู้โอน เฉพาะโอนหลักทรัพย์จดทะเบียน หรือหลักทรัพย์รับอนุญาตที่ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย เป็นนายทะเบียนสำหรับการโอนหลักทรัพย์นั้น

– ผู้ที่ต้องเสียอากรสำหรับตราสารที่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ไม่ถึงหนึ่งบาท หรือตราสารที่คำนวณ ค่าอากรแสตมป์แล้ว ต้องเสียอากรแสตมป์ตั้งแต่หนึ่งบาทขึ้นไป เฉพาะส่วนที่เป็นเศษของบาท

– ผู้โอน เฉพาะการโอนพันธบัตรธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็น นายทะเบียนสำหรับการโอนพันธบัตรนั้น

– ยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับตราสารใบรับ ซึ่งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยและองค์การกุศล สาธารณะอื่นที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์ทำนองเดียวกันเป็นผู้ออก

– ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร แก่บุคคลตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ตามสัญญา ว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือทางเทคนิคระหว่างรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศ

– ยกเว้นบรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร ให้แก่

(ก) องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ หรือผู้เชี่ยวชาญ ขององค์การ หรือทบวงการดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศไทย ในเมื่อประเทศไทย มีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญา หรือความตกลง

(ข) สถานเอกอัคราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล บุคคลในคณะทูต บุคคลในคณะกงสุล และบุคคลที่ถือว่าอยู่ในคณะทูตตามความตกลง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักถ้อยที ถ้อยปฏิบัติต่อกัน

– ผู้โอนหุ้นในศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

– รัฐวิสาหกิจ เฉพาะการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดมาเปลี่ยนสภาพ เป็นของบริษัท จำกัด หรือบริษัท มหาชน จำกัด ตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ

– อนุญาโตตุลาการ เฉพาะตราสารคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

3. ยกเว้นตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ ที่ 79/2515 กำหนดให้ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้แก่บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นคู่สัญญากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในการเข้ามาประกอบกิจการเกี่ยวกับงานบำรุง รักษายุทธปัจจัย และงานที่เกี่ยวข้องในราชอาณาจักร อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น ได้ทำไว้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตามโครงการที่รัฐบาลไทยเห็นชอบด้วย และบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นไม่ได้ประกอบกิจการอื่น

4. ยกเว้นตามกฎหมายอื่น ๆ มีการยกเว้นอากรแสตมป์โดยกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคลนั้น เช่น

– พ.ร.บ. จัดทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์

– พ.ร.บ. ธนาคารออมสิน

– พ.ร.บ. การท่าเรือแห่งประเทศไทย

– พ.ร.บ. การรถไฟแห่งประเทศไทย

– พ.ร.บ. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย

– พ.ร.บ. กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง

– พ.ร.บ. ลูกเสือ การลดอากร ตามประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 155) ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2515 ลดค่า อากรแสตมป์สำหรับตราสารกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยถ้าค่าอากรมีจำนวนสูงกว่า 20 บาท ให้ลดเหลือ 20 บาท

ความรับผิดกรณีไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์และการไม่ออกใบรับ

1. ความรับผิดทางแพ่ง

1.1 กรณียื่นตราสารขอเสียอากรเอง ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่นตราสารนั้น ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้

ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้น เป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศไทย เมื่อผู้ขอเสียอากร ได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ต้อง ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดอากรแสตมป์

1.2 กรณีปรากฎต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นอย่างอื่น ก็ให้อนุมัติให้เสียอากรและให้เรียกเก็บ เงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

(ก) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลา ไม่พ้นกำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 2 เท่าจำนวน อากรหรือเป็นเงิน 4 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(ข) ถ้าปรากฎต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลาพ้น กำหนด 90 วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้วให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น 5 เท่าจำนวน อากรหรือเป็นเงิน 10 บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

1.3 กรณีพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจทำการตรวจพบ กล่าวคือเมื่อมีเหตุสมควรพนักงาน เจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าไปในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก หรือในเวลาทำการของสถานการค้าหรือสถานที่นั้น เพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่าได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ที่กำหนดในบัญชีอัตราอากรแสตมป์หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่าได้ออกใบรับ หรือทำหรือ เก็บต้นขั้วสำเนาใบรับ หรือทำหรือเก็บบันทึกตามที่กำหนดไว้ในหมวดอากรแสตมป์ หรือไม่กับมีอำนาจ เรียกและยึดตราสาร หรือเอกสารและออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่ง ตราสารและพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวน โดยการกล่าวหาแจ้งความของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฎว่า

(1) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามข้อ 2 ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บ เงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(2) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ โดย

(ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน 6 เท่า ของเงินอากรที่ต้องเสียหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

(ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสีย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงิน อากรจนครบ และเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน 6 เท่าของเงินอากรที่ขาดหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

ในกรณีอื่น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็นจำนวน 1 เท่าของเงินอากร ที่ต้องเสียหรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

2. ความรับผิดทางอาญา

2.1 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากรหรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

2.2 ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

2.4 ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา 105 ตรี หรือไม่ออกใบรับให้ทันทีที่ถูกเรียกร้องตาม มาตรา 106 (ข้อ 2.2) หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

2.5 ผู้ใดโดยตนเองหรือสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับหรือไม่ออกใบรับให้ทันทีที่รับเงิน หรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 (ข้อ 2.1) หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่า ที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ

2.6 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียกหรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือ เอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ ตามความในมาตรา 123 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 105 ทวิ (ข้อ 3) มาตรา 105 จัตวา (ข้อ 5) หรือมาตรา 123 ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

2.7 ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นแสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวง ประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาทหรือจำคุกไม่เกิน สามปีหรือทั้งปรับทั้งจำ

อากรแสตมป์ คือ ( Revenue stamp )